ศาลเจ้าพ่อขี้หมา


ข้างทางบริเวณนั้นเป็นลานโล่ง เจ้าของที่เขาอุทิศเป็นสาธารณะ ไม่หาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าสักแดงเดียว บางวันก็มีตลาดนัด บางคืนก็มีหนังมาฉาย ใครจัดงานบวชงานบุญจะเอามหรสพมาสมโภชน์ก็มาขอใช้
ครั้นอยู่มาก็มีหมาตัวหนึ่ง ผ่าไปขี้ไว้ใต้ต้นฉำฉา ข้างลานสาธารณะนั่นเอง ใครคนหนึ่งผ่านมาเห็นเอา แกกลัวว่าจะมีคนเดินทะเล่อทะล่ามาจะเหยียบกับระเบิดขี้หมาเข้า เลยหักกิ่งไม้แถวนั้นมาปิด พอเป็นจุดสะดุดสายตา ไม่ให้ใครเผลอเหยียบ

คนหลังเดินมาเห็นว่ากิ่งไม้มาอยู่อะไรตรงนี้ พอเข้าใกล้ก็เห็นว่ามันวางทับขี้หมาอยู่ เห็นขี้รำไรๆ ก็รู้สึกมวนท้องมวนไส้ แกเลยไปรานเอากิ่งไม้มากำใหญ่ โปะๆ ลงไปให้มิด

กิ่งไม้ที่รานเอามาครั้งหลังนี้ ติดดอกมามากกว่าใบไปหน่อย แม่ค้าแถวนั้นเห็นเข้าก็นึกว่า คงมีคนเอาดอกไม้ไปไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ขอให้ทำมาค้าคล่อง ตนเองก็ค้าขายอยู่จะไม่ไหว้เจ้าที่ก็ท่าจะไม่ได้การ เลยรีบเด็ดเอาดอกไม้แถวนั้นไปวาง แล้วก็อธิษฐาน คนอื่นๆ เห็นเจ้าแรกทำ ก็พากันตามอย่าง จนกระทั่งดอกไม้สุมเป็นกองใหญ่

จากดอกไม้อย่างเดียวก็เริ่มมีพวงมาลัย ธูปเทียน เครื่องเซ่นจำพวกของหวานของคาว น้ำเขียวน้ำแดง และก็เริ่มลือกันว่าเจ้าพ่อใต้ต้นฉำฉาท่านศักดิ์สิทธิ์นัก ขออะไรเป็นเห็นผลในสามวันเจ็ดวัน

ชาวบ้านที่รู้ข่าว ก็แห่มาขอโชคขอลาภกันใหญ่ บางคนกลับไปถูกหวยก็ว่าเจ้าพ่อท่านขลัง บางคนถูกกินก็ว่าโชคยังไม่ถึงรอบตัวเอง ต้องหาของไปไหว้บ่อยๆ

นานเข้าก็มีคนเห็นว่า เอาดอกไม้มากองสุม เอาเครื่องเซ่นมาวางพื้นอย่างนี้ ดูไม่สมกับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชา ควรจะสร้างศาลให้เป็นกิจจะลักษณะเสียที จึงเรี่ยรายเงินกันมาได้ก้อนหนึ่ง แล้วว่าจ้างช่างให้สร้างศาลขึ้น ตัวศาลก่ออิฐโบกปูนและตกแต่งเสียสวยงาม มองดูขลังกว่ากองดอกไม้เป็นไหนๆ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาก็ต้องยกมือขึ้นจบไหว้และให้ความยำเกรง

ฝ่ายเจ้าหมาซึ่งแต่เดิมเคยขี้ไว้ตรงนั้น ก็ยึดเอาศาลนี้เองเป็นที่อยู่และที่กิน ใครไปใครมาก็จะเห็นว่ามันนอนหลับปุ๋ยอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในศาลนั่นเอง




ฝนฝืนฟ้า

วรรณศิลป์แม่ค้า :


ถ้าถามคอกาแฟโบราณ ย่านพุทธมณฑลสาย 2 ฝั่งศาลาธรรมสพน์ คงไม่มีใครไม่รู้จักป้าแม่ค้าคนนี้ แกจอดรถเข็นขายกาแฟอยู่ปากซอย 34 ฝีมือชงกาแฟและเครื่องดื่มพวก ชาเย็น นมเย็น ของป้าถึงรสถึงชาติดีมาก กาแฟถุงหนึ่ง ชาวบ้านร้านอื่นเขาขาย 20 บาท แต่ป้ายังยืนพื้น 18 บาท ถ้าเผลอสั่งโอเลี้ยง ก็จะรู้ว่าถุงแค่ 15 บาท

ผมส่งแบงค์ 20 ให้ แล้วสำทับทุกทีที่แกจะทอนว่า “ไม่ต้องทอนหรอกป้า ช่วยกันทำมาหากินครับ"


คืนหนึ่ง ปลายเดือนธันวาคม 57 ผมกำลังจะนอนอยู่แล้ว ฝนก็ดันโปรยลงมาเหมือนจะหยอกเอินกันเล่น ผมรีบออกไปเก็บผ้าที่ระเบียง เช็ดหัวที่เปียกนิดหน่อยแล้วล้มตัวนอน ตื่นเช้ามาก็รู้สึกตัวครั่นเนื้อครั่นตัว แล้วก็สะบัดร้อนสะบัดหนาวอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ต้องประคองมันไว้ด้วยพาราเซตามอล


วันต่อมาผมปรารภเรื่องนี้ให้ป้าแกฟังว่า “ฝนหลงฟ้านี่มันเอาเชื้อโรคมาด้วยเนาะป้า คืนก่อนผมโดนฝน เมื่อวานจับไข้ทั้งวันเลย"


ป้าแกก็เสริมว่า “ใช่ ฝนฝืนฟ้า มันจะหอบโรคภัยไข้เจ็บมาด้วย ต้องระวังหน่อย"


อืมมมม... “ฝนฝืนฟ้า” ป้าเล่นคำซะสวยเชียว


ผมเก็บคำนี้มาละเลียดกับกาแฟ และตีความอยู่นานมาก นึกถึงคำที่ตัวเองใช้คือ “ฝนหลงฟ้า” เทียบกับคำว่า “ฝนฝืนฟ้า” ที่ป้าแกใช้ ผมถึงกับขนลุกเกรียว


“ฝนฝืนฟ้า” มีนัยยะลึกล้ำและเข้ากับปัจจุบันมาก


--ขอตัวไปซื้อกาแฟก่อนนะครับ

เล่นเว็บใน Mac แล้วรู้สึกว่า font มันไม่สวยหรือว่าอ่านยากไหม มาแก้กันเลย

เวลาซื้อเครื่องมา แล้วเปิดใช้งาน เข้าเว็บ font ตัวหนึ่งที่เป็นปัญหากับการแสดงผลภาษาไทยในแมคมากๆ คือ Tahoma ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่า ทางค่าย apple จะใส่มันมาทำไม เพราะตัวเองก็มีฟอนต์ไทยสวยๆ อยู่แล้ว คือ Thonburi


ที่ขุ่นเคืองใจที่สุดคือ apple อุปโลกน์ให้ฟอนต์ Tahoma เป็นฟอนต์แสดงผลหลักใน Safari ซึ่งเป็นเว็บเบราเซอร์ของแอปเปิ้ลเอง ผลคือ เครื่องไฮโซมาก แสดงผลคมกริบ แต่ฟอนต์ไทยที่แสดงเห่ยสุดๆ หาความงามมิได้เอาเสียเลย


ดังนั้น เราต้องทวงความ ไฮโซ กลับคืนมาให้แมคของเรา ด้วยการ "ปิดฟอนต์ Tahoma" ไปซะ  พอปิดแล้ว เว็บเบราเซอร์ จะไปเรียกฟอนต์อีกตัวมาใช้แทน นั่นคือ Thonburi ฟอนต์ฮีโรของเรา


มาลุยกันเลย...




"ถอดรหัสวันวิสาขบูชา" ความจริงบางประการที่ชาวโลกควรรู้ในฐานะเป็นวันพุทธศาสนาโลก


สามเหตุการณ์สำคัญในวันวิสาขบูชา มีนัยยะที่ไม่อาจมองข้ามอย่างเด็ดขาด

วันเพ็ญเดือน ๖ ปีจอ เจ้าชายแห่งศายวงศ์ ประสูติอย่างฉุกละหุกกลางป่าลุมพินี ชายแดนระหว่างเมืองของพระบิดากับเมืองพระมารดา (ปัจจุบันเป็น ตำบลรุมมินเด แขวงเปชวาร์ ประเทศเนปาล) อีก ๕ วันต่อมาทรงได้รับขนานพระนามว่า สิทธัตถะ

๓๕ ปีหลังจากนั้น วันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา เจ้าชายสิทธัตถะในเพศนักบวช ทรงบรรลุโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่โคนต้นอัสสัตถะ ริมแม่น้ำเนรัญชรา (ปัจจุบัน เป็นเมืองพุทธคยา รัฐพิหาร)

ผ่านไป ๔๕ ปี ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีมะเส็ง พระพุทธศาสดา ผู้บัดนี้มีพระชนม์ ๘๐ พรรษาแล้ว ทรงทอดสังขารขันธ์ลงใต้ต้นสาละคู่ในป่าสาละ เมืองกุสินารา เสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่ามกลางเหล่าสาวกและศาสนิกชน (ปัจจุบันเป็นเมืองกุสีนคระ)

สามเหตุการณ์ที่บรรจบลงในวันนี้ มีนัยยะสำคัญที่น่าพิจารณาอยู่ไม่น้อย

หนึ่ง… เหตุการณ์ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน บอกอะไรแก่ชาวโลก
สอง… มีปริศนาหรือรหัสอะไรอยู่ในคำว่า วันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้า

……………………………………..

หนึ่ง… วันแห่งการลืมตาดูโลกของบุคคลที่จะสั่นสะเทือนโลกด้วยกงล้อแห่งธรรม ในอีก ๓๕ ปีข้างหน้านั้น เกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกในป่าชายแดนเมืองกบิลพัสดุ์คาบเกี่ยวกับเมืองเทวทหะ เป็นเรื่องน่าพิจารณายิ่ง

เรื่องประสูติกาลของเจ้าชายน้อยเป็นเรื่องใหญ่ของทั้งสองตระกูล พระญาติทั้งสองฝ่ายก็ต้องเตรียมการรับครรภ์และรับขวัญกันพรักพร้อมอยู่แล้ว ข้างหมอหลวงก็ต้องคำนวณเวลาชัดเจนแล้วว่าจะคลอดกันช่วง แต่สุดท้ายทารกน้อยก็เคลื่อนจากอุทรพระมารดาขณะเร่งเสด็จกลับเมืองเทวทหะเพื่อคลอดตามประเพณี เล่นเอาคุณเท้าคุณกำนัลฉุกละหุกชุลมุนกันกลางป่า

เมื่อมาพิจารณาคำสอนของพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ทรงเตือนอยู่เสมอว่า การเกิดเป็นปฐมบทของความทุกข์ และตัวทุกข์ทั้ง ๑๒ ชนิด มันก็พร้อมจะเล่นงานสัตว์โลกได้ทุกเมื่อ ไม่เลือกวันเลือกสถานที่ ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า เหตุปัจจัยเอื้อเมื่อไหร่ก็ถล่มโครมลงมาทันที

การประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงเหมือนการเบิกโรงมหสพแห่งทุกข์ให้ชาวโลกดู ว่าทุกมันเป็นเยี่ยงนี้ มันเกิดขึ้นเช่นนี้ จะตั้งประรำทำพิธีไว้รอท่าว่าเจ้าต้องเกิดตรงนี้ เวลานี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้

วิธีรับมืออย่างทีที่สุด พระองค์ก็ทรงสั่งเสียไว้แล้วในนาทีสุดท้ายก่อนปรินิพพานว่า "ชีวิตสังขาร เสื่อมลงอยู่ตลอดเวลา พวกท่านจงอย่าประมาท เร่งระงับดับทุกข์ให้หมดสิ้นโดยเร็วเถิด"


๒๙ ปี กับชีวิตที่สุขสบาย มีทรัพย์สมบัติ การศึกษา ครอบครัว เพียบพร้อมทุกอย่าง และอนาคตอันรุ่งโรจน์กำลังรออยู่ แต่เจ้าชายทรงเห็นว่ามันมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางที่เป็นแก่นสารอะไรเลย ยิ่งอยู่กับมันก็ยิ่งเบื่อหน่าย วันหนึ่งก็ตัดสินพระทัยหักดิบชีวิตตนเองเสด็จออกผนวช ห่อกายด้วยผ้าเก่าๆ อาศัยหลบแดดฝนใต้ต้นไม้และโคนไม้ ในมือมีกระเบื้องใบหนึ่งสำหรับขอข้าวชาวบ้านกินไปวันละมื้อ ใช้ชีวิตกลับด้านกันสุดขั้ว

๖ ปี ที่มุมานะชนิดเอาชีวิตเข้าแลก กระทั่งค้นพบ "ทางสายกลาง" อันเป็นทางที่จะขจัดทุกข์สร้างสุขที่แท้จริงขึ้นมาได้ ย่ำรุ่งขึ้นวันเพ็ญเดือน ๖ ก็ทรงบรรลุโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด

พระองค์ใช้คำว่า อยู่จบพรหมจรรย์ คือค้นพบความสุขที่แท้จริง มีจิตใจผ่องใสปราศจากกิเลส ไม่มีการเวียนเกิดเวียนตายชดใช้เวรกรรมอีกแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือหลังจากนั้น คือการช่วยเหลือสัตว์โลก

เหตุการณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นอีกฉากหนึ่งที่น่ายกมาพิจารณาว่า แม้ยังไม่ตรัสรู้ สิ่งที่คนทั่วไปมองว่าคือสุข พระองค์ก็มองกลับด้านว่ามันคือทุกข์ เรื่องที่คนทั่วไปมองว่ามันคือความสำเร็จในชีวิต พระองค์กลับมองว่ามันคือเรื่องหาสาระมิได้และถ่ายเททุกข์มาถมตนเองไม่มีที่สิ้นสุด เข้าลักษณะ "หวังสร้างสุขอนันต์แต่กลับเพิ่มทุกข์มหันต์"

นั่นเป็นขั้นปรมัตถ์เหนือโลกีวิสัยอยู่บ้าง แต่ในการใช้ชีวิตอย่างสามัญ ขอเพียงมีคนมองชีวิตตามความจริง เห็นอย่างที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็น เราก็ยังคงไม่หาเรื่องเพิ่มทุกข์กันได้ไม่เว้นวัน ประเทศชาติคงสงบสุขขึ้นทันตาเห็น


ช่วงเวลาหลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงอุทิศเวลา สติปัญญา และเรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ตลอด ๔๕ ปี ทรงตรากตรำพระวรกาย มีเวลาพักผ่อนวันละ ๔ ชั่วโมงเป็นอย่างมาก บางวันถึงกลับไม่ได้บรรทมเสียด้วยซ้ำ (เช่น คืนที่ไปโปรดชัมพุกาชีวก) หลายครั้งที่โรคเก่ากำเริบ (สันนิษฐานว่าเป็นโรคกะเพาะเรื้อรัง อันเนื่องมาจากอดอาหารในช่วงบำเพ็ญทุกรกิริยา) แต่ก็ไม่ทรงผ่อนภาระกิจเพื่อผู้อื่นลงเมื่อแต่น้อย

ประคองสังขารมาจนพระชนมายุ ๘๐ ถือว่าไม่ง่ายเลย

วันสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพ ทรงทอดสังขารขันธ์ลงใต้ต้นสาละคู่หนึ่งในดงไม้สาละ จากนั้นก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงจะลุกขึ้นได้อีก ก่อนจะปรินิพพานยังทรงพร่ำเตือนสาวกว่า ชีวิตเป็นเช่นนี้ ไม่ควรยึดถือเป็นตัวตน

แล้วก็ตรัสสั่งเสียเป็นปัจฉิมโอวาทว่า "วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ : ชีวิตสังขาร เสื่อมลงอยู่ตลอดเวลา พวกท่านจงอย่าประมาท เร่งระงับดับทุกข์ให้หมดสิ้นโดยเร็วเถิด"

สิ้นกระแสพระดำรัสก็ทรงระงับพระโอษฐ์ พริ้มพระเนตรลงจนสนิท เสด็จดับขันธปรินิพพาน

ปิดฉากมหรสพแห่งทุกข์โรงใหญ่อย่างหมดจดสมบูรณ์

สิ่งที่น่าพิจารณาก็คือ พระพุทธเจ้าพร่ำสอนเรื่องความทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ และตาย เรื่องความไม่เที่ยงแท้ของสิ่งทั้งปวง เรื่องความไม่เข้าไปยึดถือเอาเป็นตัวกูของกูมาตลอดพระชนม์ชีพ ในบั้นปลาย ก็ยังทรงใช้สรีรสังขารของพระองค์เป็นครูให้ทุกคนได้เรียนกันสดๆ นับเป็นศาสดาเพียงองค์เดียวที่แสดงการตายจริงให้ชาวโลกดู

นั่นก็เพื่ออะไร?

……………………………………….

สอง... ในอีกมุมหนึ่ง หากคิดในแง่ที่ลึกซึ้งเข้าไปอีก สามเหตุการณ์บรรจบนี้ น่าจะเป็นปริศนาธรรมที่คนโบราณตกทอดไว้ให้คนรุ่นหลังช่วยกันถอดรหัส

กลุ่มที่มองเช่นนี้ คือนักปราชญ์เซ็น ของพุทธศาสนามหายาน เซ็นตีความว่า การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน เกิดขึ้นในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา คือวันที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

การประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ทางกายภาพ แต่เป็นเหตุการณ์ทางสภาวธรรม นั่นคือ
ความเป็นพุทธะหรือโพธิญาณได้เกิดขึ้นหลังจากที่พระโพธิสัตว์ตรัสรู้แล้ว

การตรัสรู้อันนั้นสว่างวาบขึ้นมาก็เพราะปัญญาของพระองค์ได้ทำลายกิเลสให้มอดไหม้ไปหมดสิ้นแล้ว

ข้อนี้ ท่านพุทธทาสก็กล่าวไว้ว่า "พูดในภาษาท่ีลึกกว่านี้ คือภาษาธรรมแล้ว เรื่องก็จะกลาย เป็นว่า ที่แท่นั้นการประสูติ การตรัสรู้ กับการปรินิพพานนั้น มันมีความหมายอย่างเดียวกัน. …ประสูตินั้นคือ ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้น, ความเป็นพระพุทธเจ้าได้เกิดในขณะที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้. ทีนี้การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น จะมีได้ต่อเมื่อกิเลสมันสิ้นไป ที่เรียกว่า กิเลสนิพพาน หรือตัวกูมันนิพพาน..."

…………………………………..

ทั้งสองนัยยะดังกล่าว เป็นการเสนอแนวคิดสวนกระแสสามัญอยู่บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือการกะเทาะผ่านกระพี้เข้าไปถึงเนื้อใน และแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา

ชักชวนชาวพุทธมายกระดับวันวิสาขบูชาให้สูงขึ้นกว่าการเป็น "ประเพณี" กันเถอะ


ความรู้เสริม
การนับเดือนในสมัยโบราณของอินเดีย เรียกเดือน ๖ ว่า "เดือนวิสาขะ"
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันสุดท้ายของเดือนที่พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ เต็มดวงสะท้อนแสงสว่างอวดฟ้า เรียกว่า วิสาขปูรณมี

สีวลราช วีรกษัตริย์ทรงธรรม : เกริ่น


ธรรมนิยายอิงหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

เกิดเหตุน่าพรั่นพรึงถึงขีดสุด !

ใต้จันทร์กระจ่าง ดาวพร่างฟ้า ลมโชยชื่นชวนเคลิบเคลิ้ม ปรากฏชายผู้หนึ่งวิ่งคลุกคลานมาโดยไม่มีทิศทาง เขาหันมองหลังบ่อยครั้งเหมือนกำลังหนีอะไรสักอย่างด้วยอาการลนลาน แม้จะดูอ่อนแรงแต่ฝีเท้าก็ยังถี่กว่าเสียงหอบของเขา

ถลาไปอีกไม่กี่ก้าว ก็เป็นอันต้องแหกปากโหยหวนแทบไม่เป็นเสียงมนุษย์แล้วผงะหงายลงไปงอก่องอขิงกับพื้น ชั่วขณะก็กระเสือกกระสนลุกขึ้นวิ่งซมซานต่อไปอีก ท่ามกลางพระจันทร์วันเพ็ญ...นอกจากดวงตาที่เหลือกลานแสดงอาการหวาดกลัวถึงขีดสุดนั้นแล้ว ไม่มีสภาพอื่นใดในร่างกายของเขาจะแสดงว่าเป็นคน เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ยิ่งไปกว่านั้นทั้งตัวของเขาพุพองและเกรียมเหมือนเพิ่งขึ้นจากกองเพลิง

เพลิงนรก !

ถูกแล้วภราดา สิ่งที่รุกไล่บุรุษผู้นั้นไม่เลิกราไม่ใช่ศัตรูคู่อาฆาต ไม่ใช่สัตว์ร้ายในป่า แต่มันคือไฟ

…สูงยาว และกว้างไม่สิ้นสุด พุ่งมาจากทุกทิศทางยกเว้นเบื้องหน้า เหมือนจะเหลือทางไว้ให้เขาหนี หนีจนขาดใจตาย

“ชะ...ช่วยข้า...ช่วยข้าที” เสียงแหบพร่าเหมือนวัวถูกเชือดนั้น แทบไม่เป็นภาษา

“ช่วย....อ๊า!..”

ร้องได้เท่านี้ก็ร่วงลงไปเกลือกกลิ้งบนพื้นอีก แต่คราวนี้เรี่ยวแรงเหมือนถูกเผาผลาญไปหมดสิ้น เขาครวญครางและตะกุยตะกายไปบนพื้น พื้นที่เป็นกรวดหินแหลมคมและเต็มไปด้วยขวากหนาม ทุกครั้งที่เถลือกไถลไปไม่เนื้อก็เลือกต้องติดคมกรวดและคมหนามนั้น

ฉับพลัน... หูเขาก็แว่วเสียงหัวร่อเยาะหยันสลับกับเสียงร้องโหยหวนคล้ายเจ็บปวดทรมานถึงขีดสุดมาจากที่ไหนสักแห่ง ครั้งแรกแผ่วเบาเหมือนห่างไกล จากนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาๆ แล้วก็ห่างออกไปอีก ครั้นแล้วก็เหมือนมีสักร้อยๆ พันๆ คนมารุมหัวร่อและร่ำร้องอยู่รอบกายเขาก็ไม่ปาน

ลนลานพลิกหงายขึ้น วงหน้าที่ต้องแสงจันทร์บิดเบี้ยวไหม้เกรียมจนน่าขนพองสยองเก้า ครั้นแล้วปากที่บัดนี้เหมือนเป็นเพียงดูรูรูหนึ่งก็อ้าออกแล้วแผดร้องโหยหวนเหมือนหมูถูกน้ำร้อน ยกมือมืออันพองเกรียมขึ้นอุดหู กลิ้งเกลือกครวญครางไปตามพื้นอย่างน่าสยดสยอง

พระเพลิงและเสียงจากนรก!
จะเผาไหม้ให้ตายในวูบเดียว จะรุกไล่แล้วสับให้ขาดเป็นจุนมหาจุนก็ยังดีเสียกว่า
ภรดา มันไม่ยอมให้ง่ายดังนั้นเลย


(โปรดติดตาม บทที่ ๑ : ผู้ประกาศศักดา)


ความแตกดับดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง



ในสมัยที่พระศากยมุนีพุทธเจ้า
ยัง
ทรงพระชนม์อยู่ หญิงคนหนึ่งนามว่า มัลลิกา มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด สามีของมัลลิกานั้นเป็นถึงมหาเสนาบดีผู้ทรงความยุติธรรมและเป็นนักรบที่ยิ่งยง

ทั้งสองมีบุตรทั้งสิ้น ๓๓ คน ล้วนแต่เก่งกาจสามารถในเชิงยุทธ์ไม่ต่างจากบิดา กล่าวกันว่า ไม่ว่าข้าศึกเข้มแข็งสักปานใด หากมีบิดาและบุตรทั้งสามสิบสามควบม้านำทัพทะยานสู่สมรภูมิ จะไม่ได้ยินว่าประสบความพ่ายแพ้เด็ดขาด

ฝ่ายมัลลิกาผู้ภรรยา ก็เป็นพุทธสาวิกา มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย แยกแยะดีชั่วได้ประหนึ่งแยกแยะขาวกับดำ

วันหนึ่งนางถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ในเรือนของตนเองตามปกติ

ขณะนั้นเอง พนักงานกรมเมืองผู้หนึ่งก็นำจดหมายมายื่นให้ นางรับมาเปิดอ่านแล้วพับเก็บไว้ที่ชายพก แล้วยกสำรับถวายพระด้วยอาการปกติ

ผ่านไปครู่หนึ่ง สาวใช้ที่ยกสำรับเข้ามา ก็ผลั้งทำถาดหลุดมือแตกกระจายเกลื่อน พระสารีบุตรเถระผู้เป็นประธานสงฆ์เห็นดังนั้น จึงกล่าวขึ้นว่า

“ความแตกดับดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง ของที่ควรแตกดับได้ก็แตกดับแล้ว”

มัลลิกาได้ยินดังนั้น แย้มยิ้มกับพระเถระอย่างนุ่มนวล ล้วงจดหมายจากชายพก แล้วว่า

“สามีและบุตรทั้งสามสิบสามของดิฉัน ถูกฝ่ายตรงข้ามวางแผนสังหารเมื่อคืนนี้ ดิฉันเพิ่งทราบข่าวเมื่อครู่ แต่เพราะเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้ จึงระงับความโศกเศร้าไว้ได้เจ้าค่ะ”


การที่มัลลิกา
ไม่แสดงความโศกเศร้ารำพันต่อการจากไปของสามีและบุตร มิใช่ไร้อาลัยต่อพวกเขา เพียงแต่เมื่อเรื่องเกิดขึ้น โศกเศร้ารำพันไป ก็ไม่ก่อมรรคผลใดๆ แม้แต่น้อย

แม้จะร้องไห้จนน้ำตาท่วมถึงพรหมโลก ก็ไม่อาจเรียกให้คนตายฟื้นคืนมาได้

พระท่านว่า "ความแตกดับดำรงอยู่ในทุกสิ่ง" ที่มัลลิกาต้องทำคือ ปรับจิตใจให้ยอมรับความจริงข้อนี้...

แล้วที่ทุกคนควรทำคืออย่างไร....

ปัญญาขงเบ้ง : สามวันหาเกาทัณฑ์สิบหมื่น


จิวยี่รู้สึกว่านับวันขงเบ้งนั้นจะฉลาดและรู้ทันตนไปเสียทุกเรื่อง ต้องหาทางกำจัดให้หมดเสี้ยนใจ การศึกครั้งนี้จิวยี่กับขงเบ้งเห็นต้องกันว่า จะรบกับโจโฉชนะได้ต้องใช้เกาทัณฑ์ จิวยี่จึงไหว้วานขงเบ้งให้จัดทำเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอก แต่มีเวลาเพียงสิบวัน ขงเบ้งรู้ทันว่าจิวยี่คิดอะไรอยู่จึงขอแค่สามวัน ครบสามวันให้ส่งเรือห้าร้อยลำไปรับเกาทัณฑ์ได้ หากทำไม่ได้ตามที่พูดขงเบ้งจะยอมรับโทษ

ฝ่ายจิวยี่นั้นก็ถ่วงขงเบ้งด้วยการไม่จัดซื้ออุปกรณ์อะไรให้ หวังจะให้ขงเบ้งล้มทั้งยืนเพราะหาเกาทัณฑ์ไม่ได้ตามที่รับปากไว้

ขงเบ้งทำเป็นร้อนใจให้โลซกช่วยเหลือ ส่งเรือยี่สิบลำ คนประจำสามสิบคน ขอฟางข้าวและผ้าสีน้ำเงินมาให้ แล้วย้ำว่าไม่ให้บอกจิวยี่ ซึ่งโลซกก็พานซื่อรับปากและหาเรือหาคนให้ขงเบ้ง

จากนั้น ขงเบ้งนั่งดื่มสุราอย่างสบายใจในเรือลำน้อยของเขา กับเวลาที่งวดลงทุกที เหมือนไม่รู้สึกอนาทรร้อนใจแม้แต่น้อย

ค่ำวันสุดท้าย ขงเบ้งชวนโลซกนั่งดื่มสุราอุ่นด้วยกันจนดึก ครั้นใกล้รุ่งหมอกลงจัดขงเบ้งก็บอกว่าไปรับเกาทัณฑ์ด้วยกัน

เรือทั้งยี่สิบลำถูกมัดตรึงติดกันแล้วขงเบ้งก็สั่งเคลื่อนเข้าหากองทัพโจโฉ พอเข้าใกล้ในระยะที่คำนวนไว้ ก็สั่งให้คนตีกลองและโห่ร้องทำทียกทัพเข้าโจมตี ยามนั้นหมอกลงจัดจึงช่วยอำพรางกองทัพเก๊ได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายโจโฉเห็นว่าหมอกจัด หากยกพลออกต้านอาจติดกับข้าศึก จึงสั่งให้ระดมยิงเกาทัณฑ์ขับไล่ ดอกเกาทัณฑ์พุ่งเข้าหาเรือฟางของขงเบ้งเป็นห่าฝน

ขงเบ้งครั้นเห็นว่ากราบเรือปริ่มน้ำแล้วจึงสั่งให้หยุดตีกลองโห่ร้อง และให้เคลื่อนเรือกลับ พร้อมกับให้คนในเรือโห่ร้องขอบคุณโจโฉที่ประทานเกาทัณฑ์ สร้างความเดือดดาลแก่โจโฉที่เสียรู้ขงเบ้ง

รุ่งขึ้น จิวยี่ก็ต้องทั้งตะลึงทั้งผิดหวัง ตกตะลึงเพราะไม่คิดว่าขงเบ้งจะหาเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอกมาได้เพียงชั่วข้ามคืน ที่เสียใจก็เพราะตนเองออกอุบายเป็นครั้งสองแต่ยังฆ่าขงเบ้งไม่ได้